ชื่อภาษาอังกฤษ :Phlai, Cassumunar ginger, Bengal root
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber cassumunar Roxb.
ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่นๆ: ปูลอย ปูเลย (ภาคเหนือ), ปูขมิ้น, มิ้นสะล่าง (ไทยใหญ่แม่ฮ่องสอน), ว่านไฟ (ภาคกลาง), ว่านปอบ (ภาคอีสาน), ไพลเหลือง

ลักษณะของไพล

ไพลเป็นไม้ล้มลุก มีความสูงประมาณ 0.7-1.5 เมตรมีลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าเปลือกสีน้ำตาลแกมเหลือง เหง้าสดของไพลมีเนื้อในสีเหลืองถึงเหลืองแกมเขียวมีลักษณะฉ่ำน้ำมีกลิ่นหอมเฉพาะ ลำต้นขึ้นเป็นกอ กอของไพลประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกันเป็นลำกลม ลำต้นไพลจะเหี่ยวแห้งไปในฤดูแล้ง และจะผลิต้นใหม่ในฤดูฝน ใบของไพลเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก ใบประดับจำนวนมากเรียงตัวเป็นระเบียบซ้อนกันแน่นคล้ายเกล็ดปลา มีขนประปราย ใบประดับย่อยม้วนหุ้มดอกย่อย ใบประดับมีสีแดงอมม่วง ขอบสีเขียว รูปเหมือนกลีบดอกบัว ข้างในใบประดับมีดอกย่อย 1 ดอก กลีบดอกเป็นหลอดเชื่อมติดกัน ดอกของไพลมีลักษณะเป็นดอกช่อ แทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีนวล  ผลของไพลเป็นผลแห้งรูปกลม

ส่วนที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา: เหง้าไพลที่แก่จัด

สารสำคัญที่พบในไพล

เหง้า พบสารกลุ่ม arylbutenoid คือ cassumunarin, สารสีเหลืองเป็นสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ที่พบ ได้แก่ cassumunin A-C, curcumin, น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากเหง้ามี sabinene เป็นองค์ประกอบหลักประมาณ 50% , terpene-4-ol ประมาณ 20%, triquinacene 1,4-bis (methoxy), (Z)-ocimene  และสารอื่นๆ, พบสารสเตียรอยด์ beta-sitosterol, สาร 4-(4-hydroxy-1-butenyl) veratrole มีฤทธิ์ขยายหลอดลม

ใบ ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น sabinene, β-pinene, caryophyllene oxide และ caryophyllene

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ของไพล 

แก้ท้องขึ้น ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม

ใช้เหง้าไพลแห้งนำมาบดเป็นผง แล้วนำผงมาชงในน้ำร้อนโดยให้รับประทานครั้งละ ½ ถึง 1 ช้อนชา อาจผสมเกลือเล็กน้อยแล้วดื่ม

แก้เคล็ดขัดยอกฟกช้ำบวมข้อเท้าแพลง มีหลายวิธี คือ

  • ใช้หัวไพลฝน แล้วนำมาทาบริเวณที่มีการฟกบวม เคล็ด ขัด ยอก หรือใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ
  • ใช้เหง้าไพล ตำให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกเคล้าผสมเกลือปริมาณเล็กน้อย จึงนำมาห่อเป็นลูกประคบสมุนไพรแล้วอังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยและบวมฟกช้ำ ใช้ได้ทั้งเวลาเช้าและเย็นและสามารถประคบจนกว่าจะหายจากอาการที่เป็น
  • ใช้เหง้าไพลมาทำเป็นน้ำมันไพล ให้ใช้เหง้าไพลน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัมและใช้น้ำมันพืช โดยนำเหง้าไพลไปทอดในน้ำมันพืชที่ร้อนได้ที่ ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่ผงสมุนไพรกานพลูประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใส่ผงการบูรลงไปอีก 4 ช้อนชา ใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูรให้ละลาย จะได้น้ำมันไพล สามารถนำมาใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็นหรือเวลามีอาการปวด

แก้บิด ท้องเสีย

ใช้เหง้าไพลสดนำมาหั่นเป็นแว่นประมาณ 4-5 แว่น แล้วตำให้ละเอียด หลังจากนั้นนำมาคั้นเอาแต่น้ำ หลังจากนั้นเติมเกลือประมาณครึ่งช้อนชาลงในน้ำไพลที่คั้นได้ก็ใช้ดื่มรับประทานได้แล้ว หรือนำเหง้าไพลสดไปฝนกับน้ำปูนใส แล้วนำส่วนที่ฝนได้มาใช้รับประทาน

รักษาแผลหนอง สมานแผลแห้งเร็ว

ใช้เหง้าไพลสด 1 แง่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ นำมาตำให้ละเอียดผสมเกลือและสมุนไพรการบูร อย่างละประมาณครึ่งช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนอง และควรเปลี่ยนยาที่นำมาพอกวันละหนึ่งครั้ง อีกทั้ง ยังช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น ใช้เหง้าไพลสด 1 แง่งนำมาฝานเป็นชิ้นบางๆแล้วต้มในน้ำดื่มสะอาดอาจต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ

ประโยชน์และสรรพคุณของไพล

สรรพคุณจากเหง้าไพลมีรสฝาดขื่นเอียน

  • ใช้ภายนอกประคบหรือฝนทารักษาอาการเคล็ดขัดยอกข้อเคล็ดข้อเท้าแพลงฟกช้ำบวม
  • ทาบรรเทาอาการผื่นคันจากการแพ้
  • เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
  • แก้บิด ท้องเดิน ขับประจำเดือนสตรี ทาแก้ฟกบวม แก้ผื่นคัน
  • เป็นยารักษาหืด
  • เป็นยากันเล็บถอด
  • ใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอดและประคบเพื่อให้เลือดลมไหลดีในสตรีหลังคลอด

สรรพคุณจากน้ำคั้นของเหง้าไพล

  • รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกบวม แพลงช้ำเมื่อย

สรรพคุณจากส่วนหัวไพล

  • ช่วยขับระดูประจำเดือนสตรีเลือดร้ายแก้ระดูขาวที่ผิดปกติ
  • แก้อาเจียน
  • แก้ปวดฟัน

สรรพคุณจากส่วนดอกของไพล

  • ขับโลหิต กระจายเลือดเสีย
  • แก้อาเจียนเป็นโลหิตแก้เลือดกำเดาออกทางจมูก
  • แก้ช้ำใน ขับระดูประจำเดือน
  • สรรพคุณจากต้นไพล
  • แก้ธาตุพิการ แก้อุจาระพิการ

สรรพคุณจากส่วนใบของไพล

  • แก้ไข้ ปวดเมื่อย แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว
  • ส่วนช่อดอกของไพลเป็นผักได้นำมาต้มจิ้มน้ำพริก

ข้อควรระวังของการใช้

การใช้ครีมไพล ห้ามใช้ทาบริเวณขอบตา เนื้อเยื่ออ่อน และบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผล อาจจะทำให้ระคายเคืองได้

การรับประทานในขนาดสูงหรือใช้เป็นระยะเวลานานทำให้เกิดพิษต่อตับและยังไม่มีความปลอดภัยที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหืดและไม่ควรนำเหง้าไพลมาใช้รับประทานเป็นยาเดี่ยวติดต่อกันนาน

แหล่งอ้างอิง

  1. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=96)
  2. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=192)
  3. สมุนไพรกลุ่มสมุนไพรแก้ฟกช้ำ ข้อเคล็ด ปวดข้อ เส้นเอ็นพิการ ฐานข้อมูลโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_28_3.htm)
  4. สมุนไพรกลุ่มยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ฐานข้อมูลโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_6.htm)