ชื่อภาษาอังกฤษ: Hairy Basil
ชื่อวิทยาศาสตร์: Ocimum basilicum  L.f. var. citratum Back.
ชื่อวงศ์: Apiaceae (Labiatae)
ชื่ออื่นๆ: ก้อมก้อขาว, มังลัก, ผักอี่ตู่ (ภาคอีสาน)

ลักษณะของสมุนไพรแมงลัก 

แมงลักเป็นพืชล้มลุก ลำต้นตรง โคนต้นแข็ง สูงประมาณ 40-65 เซนติเมตร มีการแตกกิ่งก้าน ทุกส่วนของแมงลักมีกลิ่นหอม เป็นพืชล้มลุกในตระกูลเดียวกันกับกะเพราและโหระพาลักษณะของต้นจะคล้ายกับต้นกะเพราแต่มีความแตกต่างกันที่กลิ่นและสีใบของแมงลักจะสีอ่อนกว่า ส่วนใบแมงลักมีสีเขียวสด รูปร่างของใบมีรูปวงรีหรือรูปหอก ใบยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ปลายใบค่อนข้างแหลม แผ่นใบและขอบใบเรียบ และมีขนอ่อนสั้นปกคลุมทั่วใบ ภายในใบแมงลักมีต่อมที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจำนวนมาก ดอกของแมงลัก บานจากข้างล่างขึ้นข้างบน กลีบดอกสีขาวแบ่งเป็น 2 ปาก ร่วงง่าย โดย 1 ดอกมีผล 4 ผลขนาดเล็กผลนั่นคือเมล็ดแมงลัก

เมล็ดแมงลัก รูปร่างรูปรีไข่ ขณะอ่อนจะมีสีขาว แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเขียว น้ำตาล เทา จนสุดท้ายเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อเมล็ดแก่ และเมื่อนำเมล็ดมาแช่น้ำจะทำให้เมล็ดพองตัวได้

ส่วนที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา: เมล็ดแมงลักและใบแมงลัก

สารสำคัญ ที่พบในแมงลัก

เมือกจากเมล็ด พบสารดีไซโลส (D-xylos), ดีกลูโคส (D-glucose), ดีกาแลกโตส (D-galactose), ดีแมนโนส (D-mannose), แอลอะราบิโนส (L-arabinose) และมิวซิเลจ (mucilage)

ส่วนใบ พบน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย borneol L-B-cadinene, 1-8-cineol, B-caryophyllene, eugenol

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แนะนำการรับประทานเมล็ดแมงลักจะใช้เมล็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชาต่อการรับประทาน 1 ครั้ง นำมาแช่น้ำให้เมล็ดพองแล้วดื่มก่อนนอน จะช่วยทำให้ขับถ่ายระบายได้ดี เป็นยาถ่ายที่ดีและปลอดภัยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรด้วย

ประโยชน์ และ สรรพคุณของ สมุนไพรแมงลัก

เมล็ดแมงลักออกฤทธิ์เป็นยาระบายโดยการเพิ่มปริมาณของกากอาหาร จึงสามารถกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้นรักษาอาการท้องผูกได้และช่วยควบคุมน้ำหนักได้

เมล็ดแมงลักกลืนง่าย เนื่องจากมีลักษณะนิ่มลื่น สำหรับเมือกในเมล็ดช่วยเพิ่มความหนืดของอาหาร และช่วยให้เกิดการย่อยอาหารอย่างช้าๆ และการที่เมล็ดแมงลักพองตัวมาก ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง รู้สึกอิ่มได้เร็ว จึงช่วยในการควบคุมการรับประทานอาหาร ช่วยควบคุมน้ำหนักได้

เมล็ดแมงลักช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลได้เปลี่ยนคลอเลสเตอรอลไปเป็นกรดน้ำดีและยังช่วยเพิ่มการขับออกของกรดน้ำดีด้วย

เมล็ดแมงลักเป็นสมุนไพรที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะช่วยทำให้การดูดซึมของน้ำตาลลดลง เนื่องจากเมล็ดแมงลักทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลงอยู่แล้ว

ใบแมงลักมีสรรพคุณใช้ขับลม

แมงลัก จัดเป็นพืชผักสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมฉุน และมีรสเย็น จึงทำให้มีการนำใบแมงลักมาใช้รับประทานเป็นผักสด หรือนำมาประกอบอาหารเพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอม เพิ่มความน่ารับประทาน

น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์น้ำหอมได้

ข้อควรระวังของการใช้สมุนไพรแมงลัก

การใช้สมุนไพรแมงลักอาจทำให้ลำไส้อุดตันหรือเกิดท้องอืดท้องผูกได้หากรับประทานไม่ถูกต้อง ดังนั้นก่อนรับประทานเมล็ดแมงลักต้องตรวจสอบลักษณะเมล็ดแมงลักต้องให้เมล็ดพองตัวเต็มที่แล้วจึงรับประทาน เพราะถ้ายังพองตัวไม่เต็มที่เมื่อเมล็ดแมงลักลงไปอยู่ในท้องก็จะดูดน้ำภายในช่องทางเดินอาหาร ทำให้เมล็ดแมงลักจับตัวเป็นก้อนแข็งและอุดตันลำไส้จนทำให้เกิดการท้องผูกและท้องอืดมากขึ้น

การใช้สมุนไพรแมงลักมีผลทำให้ร่ายกายดูดซึมยาได้น้อยลงหากมีการรับประทานเวลาใกล้เคียงกันดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแมงลักพร้อมกับหรือใกล้เคียงกับยาตัวอื่นๆ

แหล่งอ้างอิง

  1. สมุนไพรกลุ่มยาถ่าย ฐานข้อมูลโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_05_8.htm)
  2. เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย (http://puechkaset.com/แมงลัก)
  3. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 357 เดือนมกราคมปี 2552 (https://www.doctor.or.th/article/detail/5844)
  4. ระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพรและพืชประจำท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี (http://social.chan.rmutto.ac.th/localherbs/hreb_datail1?id_h=35)