ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissus quadrangularis  L.
ชื่อพ้องอื่นๆ: Cissus bifida Schumach. & Thonn., C. edulis Dalzell, C. quadrangula L., C. succulenta (Galpin) Burtt-Davy, C. tetragona Harv., C. tetraptera Hook.f., C. triandra Schumach. & Thonn., Vitis quadrangularis (L.) Wall. ex Wight, V. succulenta Galpin
ชื่อวงศ์: Vitaceae
ชื่ออื่น: ขั่นข้อ (ราชบุรี), สันชะควด (กรุงเทพมหานคร), สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์), สันชะฆาต

ลักษณะของเพชรสังฆาต

เพชรสังฆาตจัดเป็นไม้เถาเลื้อย เถาอ่อนสีเขียว เปลือกเถาเรียบ เถามีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมเป็นข้อปล้องเรียงต่อกัน แต่ละข้อยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร เห็นข้อปล้องชัดเจน มีมือเกาะออกตรงข้อต่อตรงข้ามกับใบ ตามข้อมียางขาว โดยเถาจะมีรสร้อน ขมคัน ใบของเพชรสังฆาต เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับตามข้อต้น ซึ่ง 1 ข้อจะมี 1 ใบ ใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบเล็ก แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน  ขอบใบหยักมน มีก้านใบสั้น ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกกลมเล็กสีแดงเขียวเป็นช่อขนาดเล็ก ออกเป็นช่อตามข้อต้นตรงข้ามกับใบ กลีบดอกมี 4 กลีบแต่เมื่อดอกบานเต็มที่จะงองุ้มไปด้านล่าง ผลสดรูปทรงกลม ผิวเรียบเป็นมัน ฉ่ำน้ำ  ผลอ่อนสีเขียว สุกสีแดงเข้มเกือบดำ เมล็ดทรงกลม มี 1 เมล็ดสีน้ำตาล เป็นไม้ประดับทั่วไป

ส่วนของเพชรสังฆาตที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา : น้ำจากต้น, ส่วนเถา, ส่วนใบยอดอ่อนส่วนราก

สารสำคัญที่พบในเพชรสังฆาต

สารแคลเซียม อ็อกซาเลต (calcium oxalate) เป็นผลึกรูปเข็มพบมากในส่วนของเถา และพบว่าในส่วนต้นเพชรสังฆาตสดขนาด 100 กรัม มีสาร 2 ชนิดประกอบด้วยสารแคโรทีน (carotene) 267 มิลลิกรัม กับกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือวิตามินซี (Vitamin C.) 398 มิลลิกรัม

รูปแบบและขนาดวิธีใช้เพชรสังฆาต

ใช้เถาเพชรสังฆาตสด 1 ปล้อง (ประมาณ 5-10 เซนติเมตร) ต่อหนึ่งมื้อ รับประทานสดๆ ห้ามเคี้ยวเพราะในเถาเพชรสังฆาตมีสารเป็นผลึกรูปเข็มอยู่ เป็นสารชนิดเดียวกันกับที่พบในต้นบอน ต้นเผือก ถ้าเคี้ยวจะรู้สึกระคายเคือง เกิดอาการคันปากคันคอได้ จึงแนะนำให้เอาเถาเพชรสังฆาตสดสอดใส่ไปในกล้วยหรือเนื้อมะขามหรือใบผักกาดดอง แล้วจึงรับประทาน ให้ใช้เป็นเวลา 10-15 วัน จะเห็นผลแก้ริดสีดวงทวาร

ใช้เถาเพชรสังฆาตที่นำไปตากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผง แล้วจึงเอาผงยา 250 มิลลิกรัมบรรจุใส่ในแคปซูลขนาดเบอร์ 2 แนะนำให้รับประทานครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็นและก่อนนอน ให้ใช้เป็นเวลา 5-7 วัน อาการของโรคริดสีดวงทวารจะดีขึ้น แล้วจึงรับประทานต่อจนหาย

ตำรายาพื้นบ้านนครราชสีมา ให้เอาต้นเพชรสังฆาตมาหั่นเป็นแว่น ตำผสมเกลือนำไปตากแห้ง ปั้นเป็นลูกกลอนขนาด 1 เซนติเมตร รับประทานครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลา แก้ริดสีดวงทวาร

ตำรายาไทยคั้นเอาน้ำจากเถาเพชรสังฆาตมาดื่ม ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคลักปิดลักเปิด แก้ประจำเดือนไม่ปกติ ขับลมในลำไส้

รูปแบบของสมุนไพรเพชรสังฆาตที่มีจำหน่ายทั่วไปเป็นแคปซูล มีปริมาณเพชรสังฆาต 0.5 กรัมต่อแคปซูล ขนาดแนะนำสำหรับรักษาริดสีดวง คือ 1.5 กรัม (3 แคปซูล) วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 วัน หรือ 1 กรัม (2 แคปซูล) วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 วัน หรือ 0.5-1 กรัม (1-2 แคปซูล) วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 สัปดาห์

ประโยชน์และสรรพคุณของเพชรสังฆาต

เถาเพชรสังฆาต  มีรสร้อนขมคัน ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารหนักในตำรายาไทย

ใบยอดอ่อนเพชรสังฆาต  แก้อาหารไม่ย่อย รักษาโรคลำไส้ ช่วยขับลมในลำไส้

น้ำจากต้นเพชรสังฆาต  แก้น้ำหนวกไหลโดยใช้น้ำมาหยอดหู หรือหยอดจมูกแก้เลือดเสียในสตรี แก้ประจำเดือนไม่ปกติ เป็นยาธาตุเจริญอาหาร ตามตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา

ใบและรากเพชรสังฆาต  นำมาใช้เป็นยาพอกเมื่อกระดูกหัก

ข้อควรระวังของการใช้

ข้อมูลด้านความปลอดภัยจากการใช้สมุนไพรเพชรสังฆาต ยังไม่พบรายงานความเป็นพิษในมนุษย์ มีเพียงรายงานในสัตว์ทดลอง (หนู) พบว่าไม่มีผลที่ทำให้สัตว์ทดลองแท้งและไม่มีผลยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนของสัตว์ทดลองแต่ก็ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานและหากมีความต้องการรับประทานสมุนไพรเพชรสังฆาตควรสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายที่อาจเกิดขึ้นด้วย

สำหรับข้อควรระวังเพิ่มเติมจากการใช้สมุนไพรนี้ คือ อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือมีการอักเสบของทางเดินอาหารได้จากสารเป็นผลึกรูปเข็ม (calcium oxalate) ที่มีในเพชรสังฆาต

แหล่งอ้างอิง

  1. กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร ฐานข้อมูลโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_17_2.htm)
  2. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=61)
  3. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=95)
  4. หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (http://www.medplant.mahidol.ac.th/user/reply.asp?id=5466)