ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumbago indica L
ชื่อพ้องอื่นๆ : Plumbago rosea  L
ชื่อภาษาอังกฤษ :Indian Leadwort, Rose-colored Leadwort, Rosy Leadwort, Fire Plant, Official Leadwort
ชื่อวงศ์ : Plumbaginaceae
ชื่อท้องถิ่น ปิดปิวแดง ปิดปีแดง ไฟใต้ดิน คุ้ยวู่ ตั้งชู้โว้ อุบะกูจ๊ะ เจ็ดหมุนเพลิง

ลักษณะของสมุนไพร

พืชล้มลุกเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลำต้นมีลักษณะกลมเรียบ กิ่งก้านยาวซึ่งกิ่งอ่อนมีสีเขียวปนแดง มีสีแดงบริเวณข้อ เป็นใบเดี่ยวออกสลับ มีลักษณะรูปไข่กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ส่วนโคนใบจะมน มีสีเขียว ใบบาง แผ่นใบจะบิด ก้านใบและแกนใบอ่อนจะมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่บริเวณปลายกิ่งหรือยอด มีลักษณะแบบช่อกระจะเชิงลด มีดอกย่อยประมาณ 10-15 ดอก ยาวประมาณ 20-90 เซนติเมตร มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีแดงสด กลีบบางมีจำนวน 5 กลีบ บริเวณโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร มีขนเส้นเล็กๆบริเวณโค่นก้าน รูปใบมีลักษณะเป็นไข่กลับ ปลายกลีบกลม เป็นติ่งหนามบริเวณส่วนปลาย ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ใบประดับและใบประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็กมีขนาดยาวประมาณ 0.2-0.3 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้จำนวน 5 อัน ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร รังไข่มีลักษณะรี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาดมีขนยาวที่โคน กลีบเลี้ยงมีสีเขียว มีจำนวน 5 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปหอก เป็นหลอดเล็กๆ ยาวประมาณ 0.5-1  เซนติเมตร มีต่อมทำให้เมื่อจับแล้วจะรู้สึกเหนียว ผลเป็นฝักกลม ทรงรียาว เมื่อผลแห้งแก่จะแตกตามร่อง 

ส่วนที่นำมาใช้ คือ ราก

สารสำคัญที่พบในสมุนไพร เจตมูลเพลิงแดง

ราก มีสารสำคัญกลุ่มแนฟธาควิโนน (naphthaquinone) ได้แก่ สารplumbagin, สาร 3-chloroplumbagin, สาร 6-hydroxyplumbagin และสาร plumbaginol

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ และ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้
สารพลัมเบจิน ที่พบได้ในราก ของเจตมูลเพลิงแดง สามารถต้านฤทธิ์เชื้อ หรือ ฆ่าเชื้อได้หลายชนิด นอกจากนี้พบว่าถ้าใช้สารพลัมเบจิน  ร่วมกับยา amphotericin B สามารถฆ่าเชื้อ Candida albicans (C. albicans) 

จากการศึกษาโดยใช้สารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดง ขนาด 250 ไมโครกรัม ในจานเพาะเชื้อ พบว่า สารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดงสามารถยับยั้งการเจริญโตของเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้  โดยเกิดบริเวณที่ถูกยับยั้งเชื้อได้ที่ขนาด 7-25 มิลลิเมตร และพบว่าความเข้มข้นที่ต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อของสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดง มีค่า 31.25 – 125 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร

มีฤทธิ์บรรรเทาอาการปวด อักเสบกล้าเนื้อ
จากการศึกษาในผู้ป่วยชายหญิงอายุ 25-60 ปีที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อบ่าหรือคอจำนวน 62 คนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไดรับยาแคปซูลสหัสธารา(มีรากเจตมูลเพลิงแดงเป็นส่วนประกอบ) ขนาด 400 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร และอีกกลุ่มได้รับยาไดโคลฟีแนค ขนาด 25 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าทั้งสองกลุ่มมีอาการปวดลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบความแตกของสองกลุ่มพบว่าไม่มีความแตกต่าง ดังนั้นยาแคปซูลสหัสธาราสามารถลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ไม่แตกต่างกับยาไดโคลฟีแนค

มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ที่ผิดปกติ
จากการศึกษาในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte ของมนุษย์โดยใช้สารสกัดจากรากของเจตมูลเพลิงแดงขนาด 12.5-100 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร พบว่าสามารถทำให้ชะลอการสร้างเซลล์ได้ซึ่งเซลล์ในระยะ metaphase เพิ่มขึ้นแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญดังนั้นคาดว่าสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดงอาจจะนำมาใช้เป็นยารักษามะเร็งได้

สรรพคุณ

ราก มีรสร้อนใช้เป็นยาบำรุงไฟธาตุ ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น มีสรรพคุณเป็นยาขมเจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ขับลม ปวดเสียด ขับพยาธิ ริดสีดวงทวารหนัก ช่วยขับปัสสาวะ เป็นยาบำรุงเลือดใช้สำหรับเป็นยาขับประจำเดือน มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค สามารถนำไปแก้ตกขาว เกลื้อน กลาก ฝี แก้ท้องเสีย และไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ความเป็นพิษของสมุนไพร

สามารถเป็นพิษต่อยีนของเซลล์ได้ พบว่าสารพลัมเบจินมีฤทธิ์ต่อการกลายพันธุ์ของเซลล์ทำให้ต้านการเจริญพันธุ์ของสัตว์และพบว่า สัตว์ทดลอง มีภาวะแท้งลูก

มีพิษต่อไต ซึ่งถ้านำมาใช้ในขนาดปริมาณที่สูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

มีพิษต่อตับ หรือ ทำให้ตับอักเสบ
จาก
การศึกษาในหนูเพศผู้ซึ่งได้รับสารพลัมเบจินติดต่อกันนาน 14 วัน พบว่าทำให้ตับเกิดการบาดเจ็บจากการเกิดออกซิเดชัน ทำให้เอนไซน์ alanine transaminase (ALT) เอนไซน์aspartate transaminase (AST) ปฏิกิริยาออกซิเดชันของลิพิด (hepatic lipid peroxidation) และปฏิกิริยาของกลูต้าไทโอน (glutathione peroxidase) เพิ่มขึ้น
ดังนั้นสารพลัมเบจินและสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดงทำให้เกิดพิษต่อตับได้

ข้อควรระวัง

ห้ามใช้ในสตรีระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะทำให้มดลูกบีบตัวอาจทำให้แท้งได้

สารพลัมเบจินมีฤทธิ์ทำให้ระคายเคืองอย่างแรง ทำให้ผิวหนังไหม้ และเกิดตุ่มพองได้ หากใช้ในขนาดสูง จะกดการหายใจ ทำให้เป็นอัมพาต และตายได้ เนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว การใช้สมุนไพรนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทย

แหล่งอ้างอิง

  1. เจตมูลเพลิงแดง, ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http://clgc.agri.kps.ku.ac.th/index.php/linkherb/451-plumbago
  2. เจตมูลเพลิงแดง, ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=38
  3. Plumbago indica, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาลัยมหิดล [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http://medplant.mahidol.ac.th/pharm/botanic.asp?bc=0185&kw=%E0%A8%B5%C1%D9%C5%E0%BE%C5%D4%A7%E1%B4%A7*
  4. เจตมูลเพลิงแดง, โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_26_4.htm
  5. Rafa, Zarrin Tasnim, et al. “Phytochemical and pharmacological investigation of Plumbago indica L. Journal of Medicinal Plants 4.2 (2016): 115-118.
  6. Hassan, Sherif TS, Kateřina BerchováBímová, and Jan Petráš. Plumbagin, a PlantDerived Compound, Exhibits Antifungal Combinatory Effect with Amphotericin B against Candida albicans Clinical Isolates and Antihepatitis C Virus Activity. Phytotherapy Research 30.9 (2016): 1487-1492
  7. ปรีชา หนูทิม, วารณี บุญช่วยเหลือ, ณัฏฐิญา ค้าผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลของยาแคปซูลสหัสธารากับยาเม็ดไดโคลฟีแนคในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อวารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. 11(1): 54-65. มกราคม 2556 – เมษายน 2556
  8. Saha, Dibyajyoti, and Swati Paul. “Antibacterial activity of Plumbago indica.” Turk J Pharm Sci 11 (2014): 217-22.
  9. Thitiorul, Sumon, et al. Genotoxicity and interference with cell cycle activities by an ethanolic extract from Thai Plumbago indica roots in human lymphocytes in vitro. Asian Pac J Cancer Prev 14.4 (2013): 2487-2490.
  10. Sukkasem, Nadta, et al. Imbalance of the antioxidative system by plumbagin and Plumbago indica L. extract induces hepatotoxicity in mice. Journal of intercultural ethnopharmacology 5.2 (2016): 137.
  11. Savadi, R., and K. Alagawadi. Antifertility activity of ethanolic extracts of plumbago indica and Aerva lanata on albino rats. International Journal of Green Pharmacy 3.3 (2009): 230.