ชื่อภาษาอังกฤษ : Star cactus, Aloe, Aloin, Jafferabad, Barbados
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera  (L.)  Burm.f.
ชื่อพ้องอื่นๆ : Aloe barbadensis  Mill
ชื่อวงศ์ : Aloaceae
ชื่ออื่น: หางตะเข้ (ภาคกลาง), ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ)

ลักษณะของว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้เป็นไม้ล้มลุก มีความสูงประมาณ 0.5-1 เมตรแต่เดิมเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปแอฟริกาแต่มีการนำมาปลูกในประเทศเขตร้อนทั่วไปเช่นประเทศไทยลักษณะลำต้นว่านหางจระเข้เป็นข้อปล้องสั้น ใบว่านหางจระเข้มีลักษณะเป็นใบหนาและยาวเป็นใบเดี่ยวสีเขียวโคนใบใหญ่ใบออกเรียงเวียนรอบต้นซ้อนเป็นกอข้อและปล้องสั้นส่วนปลายใบแหลมขอบใบมีลักษณะเป็นหนามแหลมที่ห่างกันใบจะอวบน้ำข้างในใบจะมีลักษณะเป็นวุ้นใสสีเขียวอ่อน ดอกว่านหางจระเข้ออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอดดอกสีแดงอมเหลืองโคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดดอกย่อยเป็นหลอดห้อยลงมองคล้ายรูปแตร ผลของว่านหางจระเข้ เป็นผลแห้งรูปกระสวย

ส่วนของว่านหางจระเข้ที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา: ยางในใบ น้ำวุ้น เนื้อวุ้น และเหง้า

สารสำคัญที่พบในว่านหางจระเข้

สารไกลโคโปรตีนจากวุ้นใสของว่านหางจระเข้ คือ สาร aloctin A, B มีฤทธิ์ลดการอักเสบ และเพิ่มการเจริญทดแทนของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผล แต่สลายตัวง่ายเมื่อถูกความร้อน

ส่วนน้ำยางสีเหลืองที่เคี่ยวน้ำออกหมดจนเป็นก้อนสีดำ (ยาดำ) มีสารที่เป็นองค์ประกอบใน คือ สารกลุ่มแอนทราควิโนน เช่น aloin, barbaloin (aloe-emodin) และ chrysophanic acid ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย

 

สรรพคุณและวิธีใช้ว่านหางจระเข้

ใช้เป็นยาภายใน

  • เป็นยาระบาย ช่วยขับถ่าย ใช้น้ำยางสีเหลืองที่ไหลออกมาระหว่างผิวนอกของใบกับตัววุ้นจะให้ยาที่เรียกว่ายาดำ
    ยาดำ : มีลักษณะสีแดงน้ำตาลจนถึงดำเป็นของแข็งเปราะผิวมัน กลิ่นและรสขม
    วิธีการทำยาดำ : ให้ตัดใบว่านหางจระเข้ที่โคนใบให้เป็นรูปสามเหลี่ยม ตัดใบว่านหางจระเข้ตรงโคนใบ และปล่อยให้น้ำยางไหลลงในภาชนะ นำไปเคี่ยวให้ข้น เทลงในพิมพ์ ทิ้งไว้จะแข็งเป็นก้อน ขนาดของยาดำที่ใช้เป็นยาถ่าย 250 มิลลิกรัม ประมาณ 1-2 เม็ดถั่วเขียว แต่อาจทำให้มีอาการไซ้ท้องได้
  • เป็นยารักษาอาการท้องผูก ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน) โดยกรีดยางจากว่านหางจระเข้มาเคี่ยวให้งวด ทิ้งไว้ให้เย็นจะได้ก้อนสีดำ (ยาดำ) ตักมาปลายช้อนชา นำน้ำเดือด 1 ถ้วยมาเติมในยาดำที่ได้แล้วคนให้ละลาย ขนาดที่ใช้รับประทานก่อนนอนคือ ให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชาสำหรับเด็ก และรับประทานครั้งละ 2 ช้อนชาสำหรับผู้ใหญ่
  • รักษาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ  ปอกเปลือกส่วนใบว่านหางจระเข้ออก จะได้ส่วนของวุ้นใส นำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 เวลา
  • แก้อาการปวดตามข้อ  ใช้ส่วนน้ำ วุ้น นำมาดื่มหรือรับประทาน หรือใช้วุ้นใสจากใบของว่านหางจระเข้นำไปแช่ตู้เย็น ทำให้มีรสเย็นจะช่วยให้รับประทานได้ง่าย รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ครั้งแต่ระยะเวลาที่ช่วยให้อาการดีขึ้นนั้นยังไม่แน่ชัด

ใช้เป็นยาภายนอก

  • รักษาแผลไฟไหม้ และน้ำร้อนลวก  ใช้วุ้นในใบสดที่ล้างน้ำยางสีเหลืองออกหมดแล้ว ทาหรือแปะที่แผลให้เปียกอยู่ตลอดเวลา แผลจะหายเร็วใน 2 วันแรกอาการปวดแสบร้อนจะลดลง ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน) ให้ใบสดมาปอกเอาแต่วุ้นถูและปิดที่แผลเนื่องจากโดนความร้อน เพื่อรักษาแผลใน 24 ชั่วโมงแรกจะทำให้การรักษาได้ผลดี แต่มีข้อควรระวังคือ การติดเชื้อและอาจมีการแพ้จากสาร anthraquinone จากยาง จึงควรปลอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด รวมทั้งหากปอกเปลือกแล้ววุ้นที่ได้จะเก็บไว้ได้เพียง 6 ชั่วโมง ความคงตัวของวุ้นจะลดลง อาจใช้ไม่ได้ผล ผิวไหม้เนื่องจากถูกแดดเผา และแก้แผลเรื้อรังจากการฉายรังสี 
  • ป้องกันการถูกแดดเผา ใช้ทาก่อนออกแดด  ใช้ใบสดของว่านหางจระเข้ที่มีฤทธิ์ฝาดสมานแต่อาจจะทำให้ผิวหนังแห้ง
  • รักษาผิวหนังที่ถูกแดดเผา หรือไหม้เกรียมจากการฉายแสง  ทาด้วยวุ้นของว่านหางจระเข้บ่อยๆจะลดการอักเสบลงแต่ถ้าใช้วุ้นทานานๆจะทำให้ผิวแห้ง
  • แผลจากการถูกครูด หรือถลอก  ใช้ใบว่านหางจระเข้ล้างให้สะอาดผ่าเป็นซีกใช้วุ้นที่ได้จากใบทาลงที่บริเวณแผลอย่างบางเบาควรทาให้บ่อยในช่วงแรกจะช่วยลดคามเจ็บปวดบริเวณแผลและแผลหายเร็วขึ้น
  • ใช้รักษาอาการบวม ฟกช้ำ อักเสบ แมลงกัดต่อย เริม ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน) ให้ใช้น้ำคั้นจากวุ้นทาหรือใช้วุ้นมาพอกบริเวณที่มีอาการ
  • รักษาริดสีดวงทวาร  ใช้ว่านหางจระเข้ที่ปอกส่วนนอกของใบ แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อใช้เหน็บในช่องทวารหนัก วันละ 1-2 ครั้งจนกว่าจะหายช่วยรักษาและบรรเทาอาการคันและปวดโดยใช้หลังจากการอุจจาระหรือหลังอาบน้ำหรือก่อนนอนที่มีการทำความสะอาดทวารหนักอย่างดีและเช็ดให้แห้งแล้วอาจจะนำไปแช่ตู้เย็นหรือน้ำแข็งให้แข็งจะทำให้สอดได้ง่าย
  • แก้ปวดศีรษะ ใช้ใบสดของว่านหางจระเข้นำมาทาปูนแดงแล้วปิดตรงขมับจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้

เป็นเครื่องสำอาง

  • วุ้นจากใบสดชโลมบนเส้นผม ทำให้ผมดกเป็นเงางาม เพราะวุ้นของว่านหางจระเข้ทำให้รากผมเย็น ช่วยบำรุงต่อมที่รากผมให้มีสุขภาพดี และรักษาแผลบนหนังศีรษะ
  • วุ้นจากใบสดทาที่ผิวหนังที่มีจุดด่างดำวันละ 2 ครั้ง หลังจากได้ทำความสะอาดผิวด้วยน้ำสะอาด ทำให้ผิวหนังมีน้ำ นุ่มนวลขึ้น แต่อาจจะใช้ระยะเวลานานในการใช้
  • วุ้นจากใบทาบริเวณที่มีสิวเพราะในวุ้นจากใบว่านหางจระเข้มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆช่วยรักษาสิวยับยั้งการติดเชื้อช่วยลดความมันบนใบหน้า
  • ในทุกๆ ส่วนของว่านหางจระเข้  มีเป็นสาร glycoprotein มีชื่อว่า Aloctin A เป็น Anti-inflammatory จะช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก

ข้อควรระวังของการใช้ว่านหางจระเข้

การนำวุ้นใสจากใบมาใช้กับผิวหน้าหรือเส้นผม ต้องล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมด เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง เกิดอาการแพ้ได้

หากใช้เป็นยาระบาย ห้ามใช้กับหญิงที่ตั้งครรภ์ หญิงที่กำลังมีประจำเดือน และคนที่เป็นริดสีดวงทวาร

แหล่งอ้างอิง

  1. ฐานข้อมูลโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_17_3.htm)
  2. เรื่องน่ารู้ประโยชน์ของว่านหางจระเข้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล (http://med.mahidol.ac.th/patient_care/th/health_issue/06112015-1325-th)
  3. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=281)
  4. ว่านหางจระเข้ ฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยมหิดล (http://medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/alovera.html)
  5. รูปภาพจาก http://med.mahidol.ac.th/patient_care/th/health_issue/06112015-1325-th
  6. รูปภาพจาก http://thaiherbal.org