ชื่อสามัญ(ภาษาอังกฤษ): Wan chak mod luk, Curcuma comosa
ชื่อวิทยาศาสตร์: Curcuma comosa Roxb.
ชื่อวงศ์: Zingiberaceae
ชื่ออื่น: ว่านหมาว้อ
ส่วนที่ใช้: เหง้าใต้ดิน

ว่านชักมดลูก จัดอยู่ในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) เป็นพืชที่มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินและมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับในประเทศไทย ว่านชักมดลูกที่พบได้ตามท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa Roxb.) ซึ่งจะมีลักษณะของหัวกลมรีตามแนวตั้ง มีแขนงสั้น  และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia Roscoe) จะมีลักษณะต่างจากตัวเมียตรงที่ หัวใต้ดินจะกลมแป้นมากกว่าและแขนงจะยาวมากกว่า ทำให้การซื้อมาใช้บางครั้งอาจจะจำแนกลำบาก เพราะบางครั้งเมื่อนำมาเทียบกันทั้งตัวเมียและตัวผู้จะคล้ายกันมาก  ทั้งนี้ยังพบว่ามีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับว่านชักมดลูกของไทยมาก และมีสรรพคุณทางยาที่คล้ายคลึงกัน โดยเป็นว่านชักมดลูกที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma zanthorrhiza Roxb. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Curcuma xanthorrhiza Roxb.) แต่สมุนไพรตามสรรพคุณตำรายาไทยนั้น จะนิยมใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียเป็นหลัก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

ไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน สูง 40-60 เซนติเมตร มีเหง้าใต้ดิน หัวเจริญในฤดูฝน และแห้งในฤดูหนาว หัวรูปกลมโต ป้อม เนื้อในสีขาว ใบ มี 1-2 ใบ กลางใบ มีแถบสีแดงเข้ม ผิวใบทั้งสองด้านเกลี้ยง มีต่อมเล็กสีน้ำตาลแดงกระจายอยู่ทั่วไปทั้งสองด้าน กาบใบ ยาว 13-15 ซม. แผ่นใบ รูปไข่แกมหอก กว้าง 8-11 เซนติเมตร ยาว 22-36 เซนติเมตร กระจุกใบประดับ (coma bract) มีขนาด กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 2-3 เซนติเมตร และมีสีชมพูเข้มทั่วทั้งแผ่นใบประดับ ช่อดอก เจริญจากโคนลำต้น ก้านช่อดอกสั้น ช่อดอกกว้าง 6-7 เซนติเมตร ยาว 13-15 เซนติเมตร ใบประดับ รูปไข่แกมหอก พบตามป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วๆ

องค์ประกอบทางเคมี:

  1. สารกลุ่มไดแอริลเฮปทานอยด์ (diarylheptanoids) ซึ่งออกฤทธ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene, trans, trans-1,7- diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
  2. สารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (curcuminoids) เช่น curcumin, desmethoxycurcumin, Bisdesmethoxycurcumin กลุ่มอะซีโตฟีโนน (acetophenones) เช่น phloracetophenone, 4,6-dihydroxy-2-O- (beta-D-glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา:

มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่แสดงของความเป็นเพศหญิง แต่มีฤทธิ์ที่อ่อนกว่า ออกฤทธิ์ได้สั้นกว่า ได้มีการทดลองสนับสนุนดังนี้
ฉีดสารสกัดเฮกเซน,บิวทานอล,เอทิลอะซีเตท และสารสกัดน้ำจากว่านชักมดลูก ขนาด 480 มก./กก. น้ำหนักตัว เข้าทางช่องท้องของหนูแรทเพศเมียที่ตัดรังไข่ออก เปรียบเทียบกับการให้ estradiol 20 มคก./กก. ว่านชักมดลูก ออกฤทธิ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยเพิ่มน้ำหนักของมดลูก และปริมาณไกลโคเจนสะสม กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุมดลูกชั้นต่างๆ ให้มีการแบ่งตัว เยื่อบุมีความหนามากยิ่งขึ้น มดลูกขนาดใหญ่ขึ้น กระตุ้นการเจริญเติบโตของเยื่อบุช่องคลอด เพิ่มการแบ่งตัว และทำให้หนาขึ้น
ป้องกันภาวะกระดูกพรุน ให้สารสกัดเฮกเซนจากเหง้าว่านชักมดลูกในหนูที่ถูกตัดรังไข่ออก ในขนาด 250 หรือ 500 mg/kg เป็นเวลา 5 สัปดาห์ พบว่าสามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และปริมาณแคลเซียมได้
ช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยการให้สารสกัดเอทิลอะซีเตตจากเหง้าว่านชักมดลูกร่วมกับอาหาร แก่หนูที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โดยให้สารสกัดในขนาด 250-500 mg/kg ต่อวัน เป็นเวลา 7 วัน พบว่าสามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพิ่มระดับ HDL และลด LDL  เพิ่มการกำจัดคอเลสเตอรอล โดยการขับน้ำดีเพิ่มขึ้น ทำให้คอเลสเตอรอลอิสระถูกนำไปกำจัดที่ตับได้มากขึ้น
ปกป้องเซลล์เม็ดสีเรตินาที่ตา  สารไดแอริลเฮปทานอยด์ (7-(3,4 dihydroxyphenyl)-5-hydroxy-1-phenyl-(1E)-1-heptene) จากเหง้าว่านชักมดลูกในขนาด 20 µM ก่อนให้สารทำลายเรตินาเป็นเวลา 4 ชม. สามารถปกป้องเซลล์เม็ดสีเรตินาจากการทำลายของสาร H2O2 ที่เหนี่ยวนำให้เกิดออกซิเดชันที่เรตินาได้ โดยสามารถยับยั้งการเกิด lipid peroxidation, malondialdehyde และสารอนุมูลอิสระออกซิเจนภายในเซลล์ retinal pigment epithelial cells (ARPE-19) ของมนุษย์ในหลอดทดลองได้
ป้องกันการเรียนรู้และความจำถดถอย    การป้อนสารสกัดเฮกเซนจากเหง้าว่านชักมดลูก (ที่มีปริมาณสาร (4E,6E)-1,7-diphenylhepta-4,6-dien-3-one จำนวน 0.165mg ต่อมิลลิกรัมของสารสกัด) ให้แก่หนูที่ถูกตัดรังไข่ออก ในขนาด 250 และ 500 mg/kg เป็นเวลา 30 วัน พบว่าให้ผลเหมือนการได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน คือสามารถป้องกันการเรียนรู้และความจำถดถอยในหนูได้อย่างมีนัยสำคัญ
ลดการอักเสบในระบบประสาทและสมอง    สารสกัดเฮกเซนจากเหง้าว่านชักมดลูก ความเข้มข้น 10-9 – 10-5 g/ml กดการสร้างสารไนตริกออกไซด์ (NO) ในเซลล์ microglia ของสมองหนู (microglia เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจที่พบในระบบประสาทส่วนกลาง)  โดยสารสกัดจากเหง้า ออกฤทธิ์สูงในการยับยั้งการอักเสบโดยลดการสร้างสารไนตริกออกไซด์ในสมอง ลดการอักเสบในระบบประสาทและสมอง   
ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารเมลานิน    สารกลุ่ม diarylheptanoids จากเหง้าแห้ง ชื่อ (3R)-1,7-bis(4-hydroxyphenyl)-(6E)-6-hepten-3-ol มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารเมลานินในหลอดทดลอง (ทดสอบด้วยเซลล์ชนิด B16 melanoma 4A5 cells) พบว่า สารชนิดนี้สามารถยับยั้งการสร้างเมลานิน และไม่เกิดพิษต่อเซลล์ โดยออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารมาตรฐาน arbutin
เพิ่มอัตราการไหลของน้ำดี   สารไกลโคไซด์กลุ่ม phloracetophenone ชื่อ 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D-glucopyranosyl) acetophenone จากเหง้า มีฤทธิ์เพิ่มอัตราการไหลของน้ำดีในหนูทดลอง  เมื่อให้สารทดสอบในขนาด 25 และ 50 mg/kg สามารถกระตุ้นการไหลของน้ำดีได้ 125.3 ± 2.6 และ 142.3 ± 3.0% ของกลุ่มควบคุมตามลำดับ การเพิ่มอัตราการไหลของน้ำดีมีผลต่อการย่อยอาหารประเภทไขมันได้ดีขึ้น และลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้  
ปกป้องตับจากสารพิษ   สารสกัดเฮกเซนจากเหง้าในขนาด 500 mg/kg มีฤทธิ์ปกป้องตับจากการทำลายของสารพิษคาร์บอนเตตราคลอไรด์ในหนูทดลอง เมื่อให้สารสกัดก่อนได้รับสารพิษเป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยกลไกการต้านพิษเกิดจากการ กระตุ้นการทำงานของ glutathione-S-transferase (GST) ซึ่งเป็นแอนติออกซิแดนท์เอนไซม์
ลดการอักเสบ  สารสกัดเฮกเซน สารสกัดเอทานอล และสารกลุ่ม diarylhepatanoids สองชนิดคือ (5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene และ 7-(3,4-dihydroxyphenyl)-5-hydroxy-1-phenyl-(1E)-1-heptene) ลดการสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ TNF-α, interleukin-1β และ NF-κB ในเซลล์เม็ดเลือดขาวโมโนไซต์ ของมนุษย์ในหลอดทดลองได้ ซึ่งแสดงถึงฤทธิ์ต้านการอักเสบ
ยับยั้งเซลล์มะเร็ง สาร 4,6-dihydroxy-2-O(beta-D-glucopyranosyl acetophenone) มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูก

สรรพคุณ ของ ว่านชักมดลูก ที่มี ต่อเพศหญิง 

เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด  รักษามดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ  แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี  รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ, ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา
หัว ใช้ตำแล้วดองด้วยสุรารับประทานครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ

สรรพคุณ ของ ว่านชักมดลูกในด้านอื่นๆ

แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร ในชายที่เป็นไส้เลื่อน หรือกระษัยกล่อนลงฝักปวดเสียวลูกอัณฑะ อัณฑะแข็งเป็นเส้น เจ็บปวด ใช้หัวฝนกับสุราทาบริเวณที่เจ็บปวด เป็นเวลา 3-4 วัน รากใช้แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

อาการไม่พึงประสงค์ ที่สามารถเกิดขึ้นได้

การใช้ติดต่อกันในระยะยาว หรือรับประทานเกินขนาด อาจทำให้มีอาการปวดท้องได้
ไม่ควรใช้สมุนไพรในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะเหง้าว่านชักมดลูกมีฤทธิ์กระตุ้นทางเดินน้ำดี และอาจทำให้เกิดอาการเสียดท้องได้ในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี

เอกสารอ้างอิง

  1. สุดารัตน์ หอมหวล. ว่านชักมดลูก.ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี Available at: http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=15. Accessed December, 21, 2016.
  2. กนกพร อะทะวงษา.สมุนไพรวัยทอง. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. Available at: http://www.medplant.mahidol.ac.th/events/25580128/doc25580128_03.pdf
  3. Medthai.ว่านชักมดลูก.[internet].2016.[cited cited 21 Dec 2016 ]Available from: https://medthai.com