ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros mollis Griff.
ชื่อวงศ์ : Ebenaceae
ชื่ออื่น : มะเกลือ ,มะเกีย(เหนือ),มักกลือ(ตราด),เกลือ(ใต้),ผีเผา(เงี้ยว)

ลักษณะของมะเกลือ

มะเกลือเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ เปลือก และ แก่นของต้นมีสีดำ ใบมีขนนุ่ม เป็นแผ่นรูปไข่ ปลายแหลม  ดอกมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ผล เป็นรูปทรงกลม ผิวเรียบเกลี้ยง ถ้าสุดจะมีสีเหลือง ปน ดำ

ส่วนที่นำมาใช้ : ผล

สารสำคัญ ที่พบใน สมุนไพร มะเกลือ

ผลมะเกลือมีสารกลุ่ม Phenolic คือ  diospyrol diglucoside ในกลุ่ม naphthalene  

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

จากรายงานวิจัยของการการใช้ผลมะเกลือในการกำจัดพยาธิในสัตว์  โดยใช้มะเกลือกำจัดพยาธิใน ไก่

  • พบว่า การใช้มะเกลือ ปริมาณ 5กรัม/ตัว และ  10 กรัม/ตัว สามารถให้ผลในการขับพยาธิได้ดี แต่ไม่แตกต่างกันทางสถิติ เพราะให้ผลการรักษาที่น้อยกว่าการใช้ยา Mebendazole 30 mg/kg อย่างมีนัยสำคัญ
  • พบว่า ผลเปรียบเทียบระหว่าง ตัวยา piperazine  0.15 g/kg/day  กับ ผลมะเกลือ 1 g/kg/day  ในไก่สามารถกำจัดตัวเต็มวัยของพยาธิไส้เดือนได้ร้อยละ 100 และ 88 ตามลำดับ (p<0.05)
  • พบว่า การกำจัดไข่พยาธิเส้นด้ายในสุกรอนุบาลอายุ 7 สัปดาห์โดยใช้ ปริมาณน้ำ คั้น มะเกลือจำนวน 0 ml. 40 ml. และ 80 ml. พบว่าหลังการให้7 วัน สุกรที่ได้รับน้ำคั้น มะเกลือ 80 ml ทำให้ไข่พยาธิเส้นด้ายลดลงมากที่สุด (p<0.05)

สรรพคุณ และ ขนาดวิธีใช้ สมุนไพร มะเกลือ ตามตำรับยาไทย

ผลสดสีเขียว ขับพยาธิในไส้เดือน พยาธิปากขอ พยาธิเส้นด้าย ถ่ายตานซาง ถ่ายกระษัย

ผลดิบสด ใช้เท่าจำนวนอายุแต่ไม่เกิน 25 ผล โดยนำผลมะเกลือมะโขลกพอแหลก คั้นเอาน้ำมาผสมกับหัวกะทิสด ดื่มก่อนอาหารเช้าทันที เตรียมใหม่ๆดื่ม ห้ามเก็บไว้จะเกิดพิษ  หาก 3 ชั่วโมง ยังไม่ถ่าย ให้ใช้ยาถ่ายตาม

ราก  นำมาฝนกับน้ำซาวข้าว เพื่อนำมารับประทานแก้อาเจียน แก้ลม แก้กระษัย แก้ริดสีดวงทวาร แก้พิษตานซาง ขับพยาธิ ลำต้น แก้ซางตานขโมย แก้กระษัย ถ่ายพยาธิไส้เดือน ต้มน้ำอาบรักษาโรคดีซ่าน

เมล็ด ขับพยาธิในท้อง

เปลือก นำมาเป็นยากันบูด แก้กระษัย ขับพยาธิ แก้พิษตานซาง แก้เบื่ออาหาร ขับเสมหะ แก้พิษ

การทดสอบความเป็นพิษ

การทดลองใน หนู และ กระต่าย พบว่าเมื่อให้กินผลมะเกลือสด 40 กรัม /กิโลกรัม ไม่พบพิษเฉียบพลัน

การทดลองถึงพิษของน้ำคั้นมะเกลือผสมกะทิ พบว่าเมื่อให้ในขนาด 5 และ 10 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน พบว่าสัตว์ทดลองตาย แต่ยาเตรียมแบบอื่นปลอดภัย ไม่พบอันตรายอื่น นอกจากท้องเสีย น้ำหนักลด และปัสสาวะขุ่น

การทดลองโดยเปรียบเทียบนำน้ำคั้นมะเกลือกับกะทิ และน้ำคั้นมะเกลือกับน้ำ พบว่าทำให้กระต่ายท้องเสียอยู่ประมาณ 1-3 วัน ผลการตรวจเลือดพบว่า ระดับยูเรีย ไนโตรเจน (BUN) และ โคเลสเตอรอล สูงขึ้น การตรวจพยาธิสภาพ พบว่าผนังท่อไต มีสีน้ำตาลติดอยู่ ส่วนตา และประสาทตา ไม่พบอาการผิดปกติ ในช่วงเวลาหลังให้มะเกลือ 3 วัน และ 7 วันส่วน น้ำคั้นมะเกลือกับกะทิ ไม่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ใด

ข้อควรระวังของการใช้สมุนไพร มะเกลือ

ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี, สตรีตั้งครรภ์, ห้ามใช้มากเกินขนาด, คนที่มีอาการแพ้อาจทำให้ท้องเสีย,

อาจมีอาการตามัว ถ้ารุนแรงสามารุทำให้ตาบอดได้ เนื่องจากโครงสร้างของ diospyrol คล้ายคลึงกับสาร napthol ซึ่งเป็นสารมีพิษต่อประสาทตา การกินมะเกลือมากเกินไป หรือหากสารถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการอักเสบของเรตินาได้

เอกสารอ้างอิง

  1. นายวุฒิ วุฒิธรรมเวช.คัมภีร์เภสัชรัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ: พิมพ์ครั้งที่ 3; ศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ จำกัด, 2550.
  2. คณะเภสัชศาสาตร์มหาลัยอุบล. ฐานข้อมูลสมุนไพร. [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ] 20 มีนาคม 2560. เข้าถึงได้จาก :http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=90
  3. วรรณนิสา ชูยงค์. การใช้ผลมะเกลือในการกำจัดพยาธิในสัตว์[อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ] 20 มีนาคม 2560. เข้าถึงได้จาก :http://agr.rmutsv.ac.th
  4. มะเกลือ ฐานข้อมูล จากมหาวิทยาลัยมหิดล  เข้าถึงได้จาก http://medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/diospy.html