ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carthamus tinctunous L.
ชื่อภาษาอังกฤษ : Safflower, False saffron
ชื่อวงศ์ :  Compositae (Asteraceae)
ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ : คำดอก คำยอง คำหยุม คำยุ่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ของ สมุนไพรดอกคำฝอย

เป็นพืชล้มลุกสูงประมาณ 40-130 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสันและผิวเรียบ แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม เป็นใบเดี่ยว มีก้านใบสั้น ใบเรียงสลับ ใบจะมีลักษณะเป็นรูปวงรี รูปใบขอบขนานซึ่งขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบเป็นหนามแหลม ส่วนดอกออกที่ปลายยอดเป็นช่อ มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมากรวมกันเป็นกระจุก ดอกยาวประมาณ 2.5 – 4 เซนติเมตร เมื่อออกดอกใหม่จะมีกลีบมีสีเหลืองแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือแดงอมส้ม ใบประดับแข็งเป็นหนามรองรับ ผลแห้ง ไม่แตก เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็กสีขาว

ส่วนที่นำมาใช้ คือ กลีบดอกเกสรแห้ง เมล็ด

สารสำคัญที่พบใน ดอกคำฝอย

ดอก พบว่ามีสารสำคัญได้แก่ Carthamin, Safflower yellow, Caryophyllene, P-allyltoluene, L-acetoxytetralin และ Heneicosane

เมล็ด พบว่ามีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว สาร Kaempferol และสาร Acacetin เป็นต้น และนอกจากนี้ยังพบว่ามีสารต่างๆ มากกว่า 100 ชนิด

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และ การศึกษาที่เกี่ยวข้อง

ศึกษาในสัตว์ทดลอง

  • มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตสูง จากการศึกษาในหนูที่มีความดันเลือดสูงที่ได้รับสารสกัดจากดอกคำฝอย ขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา captopril ซึ่งเป็นยาลดความดันโลหิต ขนาด 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน พบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากดอกคำฝอยและยา captopril สามารถลดความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ยังลดการสร้างอนุมูลอิสระในหลอดเลือดและปริมาณสารที่เกิดจากปฏิกิริยาลิฟิดออกซิเดชัน ดังนั้นแสดงว่าสารสกัดจากดอกคำฝอยมีฤทธิ์ลดความดันได้ซึ่งคาดว่าเกิดจากการที่สามารถลดการเกิดออกซิเดชัน
  • มีฤทธิ์ลดอาการปวด อักเสบ จากการศึกษาในหนูที่มีอาการปวดด้วยสารสกัดของดอกคำฝอยด้วยเอทานอล 75%  ขนาด 500 และ 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สาร kaempferol 3-O-rutinoside และสาร kaempferol 3-O-glucoside ขนาด 150, 300 และ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถลดอาการปวดในหนูได้ ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบได้ดีกว่ายา aspirin ศึกษาในหนูที่มีอาการอุ้งเท้าอักเสบกับหูบวมด้วย พบว่า สารสกัดของดอก คำฝอยด้วยเอทานอล 75% ขนาด 400 และ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม กับสาร kaempferol 3-O-glucoside ขนาด 200, 400 และ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถลดอาการบวมที่อุ้งเท้าได้ ส่วนสาร kaempferol 3-O-rutinoside  ขนาด 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถลดอาการอักเสบที่หูได้ ดังนั้นสารสกัดจากดอกคำฝอยสามารถแก้ปวดและลดการอักเสบได้
  • จากการศึกษาโดยใช้เซลล์ตับที่เกิดความผิดปกติจากการภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (oxidative stress) กับสาร  hydroxysafflor yellow A (HSYA) ซึ่งได้จากดอกคำฝอยแยกได้จากส่วนดอกของคำฝอย พบว่า สารสกัดจากดอกคำฝอยสามารถยับยั้งภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (Oxidative stress) โดยลดการเกิดอนุมูลอิสระ

ศึกษาในมนุษย์

  • จากการศึกษาในอาสาสมัครผู้ชายที่มีสุขภาพดี จำนวน 20 คน ที่ได้รับประทานสารสกัดจากเมล็ดคำฝอยชนิดแคปซูลวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 5 แคปซูล โดยจะรับประทานภายหลังอาหารเช้ากับ เย็น 30 นาที ภายใน 1 วัน จะได้รับสารสกัดเมล็ดคำฝอยทั้งหมด 2.1 กรัม (210 มิลลิกรัม/แคปซูล) ซึ่งเทียบเท่ากับอนุพันธ์ของสาร serotonin 290 มิลลิกรัม/วัน ติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์และหยุดพัก 4 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก พบว่า สามารถลด oxidized LDL, anti-MDA-LDL (malondialdehyde-modified LDL) และ 8-isoprostane ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้พบว่า ไม่มีผลต่อระดับความดันโลหิต และอัตราการเต้นของชีพจรที่ข้อมือและข้อ ดังนั้นสารสกัดจากเมล็ดดอกคำฝอยอาจจะลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
  • จากการศึกษาในผู้ป่วยเพศหญิงที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 กับมีภาวะอ้วนร่วมด้วย จำนวน 35 คน แบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงที่ได้รับน้ำมันดอกคำฝอย 8 กรัม รับประทานครั้ง 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น และตอนอาหารมื้อว่าง ติดต่อกันนาน 16 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่ได้รับ conjugated linoleic acid ขนาด 6.4 กรัม ติดต่อกันนาน 16 สัปดาห์ พบว่า น้ำมันดอกคำฝอยสามารถลด HbA1c  ลดภาวะอักเสบในร่างกาย (C-reactive protein) และอินซูลินทำงานได้ดีขึ้นซึ่งพบการเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์ที่ 16 นอกจากนี้สามารถเพิ่มระดับ HDL ซึ่งพบการเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์ที่ 12 ดังนั้นน้ำมันดอกคำฝอยอาจจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดการอักเสบและระดับไขมันในเลือดได้ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่เกิดจากโรคเบาหวาน

สรรพคุณ

ดอก หรือ กลีบที่เหลืออยู่ที่ผล จะมีรสชาติหวาน ใช้สำหรับบำรุงโลหิตระดู แก้น้ำเหลืองเสีย แก้แสบร้อนตามผิวหนัง บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับระดู แก้ดีพิการ โรคผิวหนัง ฟอกโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด และป้องกันไขมันอุดตัน

เกสร ใช้สำหรับบำรุงโลหิตและประจำเดือนของสตรี

เมล็ด มีคุณสมบัติเป็นยาขับเสมหะ ใช้สำหรับแก้โรคผิวหนัง ทาแก้บวม ขับโลหิตประจำเดือน และสามารถนำมาตำพอกหัวเหน่าเพื่อแก้ปวดมดลูกหลังจากการคลอดบุตร

น้ำมันจากเมล็ด สามารถทาแก้อัมพาต และขัดตามข้อต่างๆ

ดอกแก่ สามารถใช้สำหรับแต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง

ความเป็นพิษของสมุนไพร

มีการศึกษาเพื่อทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดจากดอกย่อยด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกิน ขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (ซึ่งคิดเป็น 2,500 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าไม่เกิดอาการเป็นพิษ

นอกจากนี้เมื่อศึกษาในหนูที่ตั้งท้องด้วยสารสกัดจากดอกคำฝอยขนาดต่างๆในระหว่างวันที่ 0-8 ของการตั้งครรภ์ พบว่า เกิดความผิดปกติกับตัวอ่อนในหนูที่ได้รับสารสกัดจากดอกคำฝอยขนาด 1.6 กับ 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันทำให้ตัวอ่อนเกิดการฝ่อ และขนาด 1.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันทำให้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในและนอกของท่อประสาท(neural tube) เปลี่ยนแปลงกับเซลล์ประสาทเสื่อม ดังนั้นจึงไม่ควรสารสกัดจากดอกคำฝอยในสตรีมีครรภ์

เอกสารอ้างอิง

1.ดอกคำฝอย, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก :  HYPERLINK “http://medplant.mahidol.ac.th/pharm/botanic.asp?bc=0145&kw=%25A4%25D3%25BD%25CD%25C2” http://medplant.mahidol.ac.th/pharm/botanic.asp?bc=0145&kw=%25A4%25D3%25BD%25CD%25C2

2.ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก :  HYPERLINK “http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=42” http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=42

3.ดอกคำฝอย, โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก :  HYPERLINK “http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_01_1.htm” http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_01_1.htm

4.Asgarpanah, Jinous, and Nastaran Kazemivash. Phytochemistry, pharmacology and medicinal properties of Carthamus tinctorius L. Chinese journal of integrative medicine 19.2 (2013): 153-159.

5.Wunpathe, Chutamas, et al. Antihypertensive and antioxidant effects of safflower ethanolic extract in renovascular hypertensive rats. Srinagarind Medical Journal 31.1 (2016): 75-81.

6.Wang, Yu, et al. Antinociceptive and anti-inflammatory activities of extract and two isolated flavonoids of Carthamus tinctorius L. Journal of ethnopharmacology 151.2 (2014): 944-950.

7.Koyama, Naoto, et al. Effects of safflower seed extract supplementation on oxidation and cardiovascular risk markers in healthy human volunteers. British journal of nutrition 101.4 (2008): 568-575.

8.Suzuki, Katsuya, et al. Effects of safflower seed extract on arterial stiffness. Vascular health and risk management 6 (2010): 1007.

9.Asp, Michelle L., et al. Time-dependent effects of safflower oil to improve glycemia, inflammation and blood lipids in obese, post-menopausal women with type 2 diabetes: a randomized, double-masked, crossover study.Clinical nutrition 30.4 (2011): 443-449.

10.Nobakht, M., et al. A study on the teratogenic and cytotoxic effects of safflower extract. Journal of ethnopharmacology 73.3 (2000): 453-459.