ชื่อภาษาอังกฤษ: Pueraria mirifica หรือ White Kwao Krua
ชื่อวิทยาศาสตร์: Pueraria candollei Graham ex Benth. var mirifica (Airy Shaw et Suvat.) Niyomdham.
ชื่อวงศ์: Leguminosae (Fabaceae)-Papilionoideae
ชื่ออื่น: กวาวเครือ, กวาว, ทองเครือ, ทองกวาว, ตานจอมทอง, จอมทอง, กวาวหัว, จานเครือ, โพะตะกู, ตานเคือ, ตานเครือ

กวาวเครือขาว เป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยปัจจุบัน มี 2 พันธุ์ ได้แก่ Pueraria candollei Graham ex Benth. var. mirifica (Airy Shew Savat.) พบมากในจังหวัดสระบุรี โดยฝักจะมีขนยาวกว่าอีกพันธุ์คือ Pueraria candollei Graham ex Benth. var. candollei พบมากในจังหวัดกาญจนบุรีและลำปาง

ลักษณะของกวาวเครือขาว

กวาวเครือขาว เป็นไม้เถาเนื้อแข็งอายุหลายปี จัดเป็นไม้เลื้อย
หัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะกลม มีหลายขนาด ถ้าหัวที่มีอายุมากอาจหนักถึง 20 กิโลกรัม เมื่อเอามีดผ่าออกจะมียางสีขาวคล้ายน้ำนม เนื้อในจะมีสีขาวคล้ายมันแกว เนื้อเปราะ มีเส้นมาก ส่วนหัวเล็ก เนื้อในจะละเอียด มีน้ำมาก และนิยมเพาะปลูกหรือพบมากทางภาคเหนือและอีสานของประเทศ
ใบกวาวเครือขาว ประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่กว้าง ใบย่อยคู่ข้างเบี้ยว กว้าง 7-13 ซม. ยาว 13-19 ซม. ปลายใบกวาวเครือขาวเรียวแหลมโคนใบรูปลิ่ม หรือตัดดอกกวาวเครือขาว ดอกช่อแยกแขนง ออกที่ซอกใบ และปลายกิ่ง กวาวเครือขาว ยาวได้ถึง 29 ซม. ดอกรูปดอกถั่ว สีม่วง
ผลกวาวเครือขาว ผลเป็นฝัก รูปขอบขนาน กว้างได้ถึง 6 มิลลิเมตร ยาวได้ถึง 2.5 เซนติเมตร ผิวมีขนเมล็ดรูปคล้ายโล่ แบน สีม่วงแกมน้ำตาล

ส่วนที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา คือ หัว ราก เปลือกเถา

สารที่มีในกวาวเครือขาว คือ  สารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้แก่ ไมโรเอสตรอล (miroestrol) และดีอ็อกซี่ไมโรเอสตรอล (deoxymiroestrol) เป็นสารไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) ที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ลักษณะความเป็นผู้หญิงออกมา เช่น หน้าอกขยายใหญ่ขึ้น และ สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น พิวราริน (peurarin), ไดด์ซิน (daidzin), เจนิสทิน (genistein) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงร่างกาย บำรุงผิวพรรณ บำรุงโลหิต   

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา

สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ระบุขนาดการใช้ คือ การใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาบำรุงร่างกาย ให้รับประทานยาตำรับที่มีส่วนประกอบของผงกวาวเครือขาว ไม่เกิน 1-2 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมต่อวัน หรือตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ให้ใช้กวาวเครือขาวเป็นตัวยาหนึ่งในตำรับยาสมุนไพรเพื่อใช้บำรุงร่างกายและไม่ควรรับประทานเกินวันละ 100 มิลลิกรัมต่อวัน

ตำรายาของหลวงอนุสารสุนทร คือ ใช้กวาวเครือขาวผสมกับน้ำผึ้ง ตรีผลา หรือนมสด ปั้นเป็นยาเม็ดขนาดเท่าเม็ดพริกไทย ระบุขนาดที่ใช้ของหัวกวาวเครือขาว โดยให้รับประทานขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย 1 เมล็ดต่อวัน แต่หากรับประทานในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้มึนเมาเป็นพิษ และคนหนุ่มสาวไม่ควรรับประทาน

ประโยชน์และสรรพคุณของต้นกวาวเครือขาว คือ

  • บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึงมีน้ำมีนวล บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง
  • ช่วยปรับสมดุลร่างกายผู้หญิง
  • เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยชะลอวัย
  • ช่วยรักษาอาการวัยทองในวัยหลังหมดระดู หงุดหงิด นอนไม่หลับ
  • สรรพคุณแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ผอมแห้ง
  • มีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ช่วยให้เต้านมขยายตัว ช่วยกระชับทรวงอก
  • สรรพคุณช่วยให้เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม
  • เป็นยาปรับรอบเดือน แต่อาจทำให้แท้งบุตรได้
  • สรรพคุณบำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์และมดลูกมีเลือดมาคั่งมากขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้เจริญ
  • สรรพคุณแก้โรคตาฟาง ต้อกระจก
  • สรรพคุณทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว

ข้อควรระวังของการใช้กวาวเครือขาว คือ

ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งมดลูกและมะเร็งเต้านมหรือเนื้องอกที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่ควรใช้กวาวเครือขาว
ห้ามรับประทานเกินขนาดที่แนะนำให้ใช้ ถ้ารับประทานเกินขนาดจะเป็นอันตรายได้ ทำให้มีอาการมึนเมา คลื่นไส้อาเจียนเปลือกเถา รสเย็นเบื่อเมา แก้พิษงู
ห้ามใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงในกวาวเครือขาวมีความแรงของตัวยาจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศ และระบบประจำเดือนได้
อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ เจ็บเต้านม มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ปวดหรือเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน

ข้อมูลอ้างอิง

  1. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=15)
  2. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/314/กวาวเครือขาว/)
  3. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 2. โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร
  4. เอมอร โสมนะพันธุ์, วีณา จิรัจฉริยากูล. จุลสารข้อมูลสมุนไพร. มหาวิทยาลัยมหิดล